กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางการเกษตร

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กับพืช

1. จุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตรเจน (Nitrogen Fixing Microorganisms) ซึ่ง มักจะเป็นกลุ่มแบคทีเรีย เพราะทำงานเร็วและมีจำนวนอยู่มาก โดยครึ่งหนึ่งของมวลจุลินทรีย์ทั้งหมดในโลกคือ แบคทีเรีย แบคทีเรียที่ตรึงไนโตรเจนได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ต้องอยู่ร่วมกับตัวอื่นถึงจะตรึงไนโตรเจนได้แบบพึ่งพาอาศัยกันและ กัน (Symbiosis) เช่น ไรโซเบียม (Rhizobium sp.) ในปมรากพืชตระกูลถั่ว และอีกกลุ่มหนึ่งที่ตรึงไนโตรเจนได้อย่างอิสระ (Non-Symbiosis)

2. จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ หรือเซลลูโลส (Cellulolytic Microorganisms หรือ Cellulolytic Decomposers) เป็น พวกที่ย่อยสลายเซลลูโลส หรือซากพืช ซากสัตว์ ประกอบไปด้วย แบคทีเรีย รา แอคติโนมัยซิท และโปรโตซัว จุลินทรีย์พวกนี้พบได้ทั่วไประหว่างการสลายตัวของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการ เกษตรต่างๆ ซากพืช ซากสัตว์ ใบไม้ กิ่งไม้ เศษหญ้า และขยะอินทรีย์ชนิดต่างๆ ทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ขึ้นมาได้เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น

พบว่าในปุ๋ยหมักที่มีกิจกรรมจุลินทรีย์ค่อนข้างดีพบว่าในทุก 1 กรัมของปุ๋ยหมักจะต้องมีแบคทีเรีย 150-300 ไมโครกรัมและมีแบคทีเรียที่มีกิจกรรมสูง (Active) อยู่ 15-30 ไมโครกรัม มีเชื้อรา 150-200 ไมโครกรัมและมีเชื้อราที่มีกิจกรรมสูง 2-10 ไมโครกรัม  และหากต้องการจะย่อยสลายเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง ต้องมีปริมาณโปรโตซัว ประมาณ 10,000 ตัวต่อ 1 กรัมของปุ๋ยหมัก และมีพวกไส้เดือนฝอยชนิดที่เป็นประโยชน์ 50-100 ตัว

3. จุลินทรีย์ที่ละลายฟอสเฟตและธาตุอาหารพืชอื่นๆ (Phosphate and Other Nutrient Elements Solubilizing Microorganisms) จุลินทรีย์ พวกนี้สามารถทำให้ธาตุอาหารพืชหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี ทองแดง และแมงกานีส ที่มักอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ ให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ช่วยส่งเสริมให้รากพืชดูดกินธาตุอาหารพืชได้ดีขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารบางชนิดได้ หรือดูดกินได้น้อย

จุลินทรีย์ ที่มีความสามารถในการแปรสภาพฟอสฟอรัสจะมีทั้งกลุ่มที่ทำหน้าที่เปลี่ยน อินทรีย์ฟอสฟอรัสและอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชให้ อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ในกรณีของสารอินทรีย์ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชจะอยู่ในรูป ของไฟทิน และกรดฟอสฟอรัส จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะสร้างเอนไซม์ Phytase, Phosphatase, Nucleotidases และ Glecerophosphatase เพื่อแปรสภาพอินทรีย์ฟอสฟอรัสให้อยู่ในรูปของอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่เรียกว่า ออโธฟอสเฟต (Orthophosphate) ซึ่งเป็นพวกโมโน (Mono) และ ไดไฮโดรเจนฟอสเฟต (Dihydrogen Phosphate) จุลินทรีย์ดังกล่าวได้แก่ แบคทีเรียในสกุล Bacillus sp. และราในสกุล Aspergillus sp., Thiobacillus, Penicillium sp. และ Rhizopus sp. เป็นต้น นอกจากนี้สารประกอบอนินทรีย์ฟอสฟอรัสบางชนิดในรูปของหินฟอสเฟตซึ่งพืชยังไม่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้จุลินทรีย์บางชนิดในสกุล Bacillus sp. และ Aspergillus sp. จะสร้างกรดอินทรีย์ละลายฟอสฟอรัสออกมาให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ นอกจากนี้เชื้อราไมคอร์ไรซา (Mycorrhizal Fungi) ยังมีบทบาทในการละลายและส่งเสริมการดูดใช้ธาตุฟอสฟอรัส

4. จุลินทรีย์ที่ผลิตสารป้องกันและทำลายโรคพืช  จุลินทรีย์ กลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและยับยั้งการเจริญของเชื้อราและ แบคทีเรียพวกที่ก่อโรคบางชนิด เช่น กลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติก (Lactic Acids Bacteria) ได้แก่ Lactobacillus spp. บนใบพืชที่สมบูรณ์และมีสุขภาพดีแจะพบแบคทีเรียกลุ่มผลิตกรดแลคติกมาก จุลินทรีย์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องการออกซิเจน (Anaerobic Microorganisms) และ มีประโยชน์อย่างมากในการเกษตร เช่น เปลี่ยนสภาพดินจากดินไม่ดีหรือดินที่สะสมโรคให้กลายเป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชให้มีจำนวนน้อยลง มีประโยชน์ทั้งกับพืชและสัตว์ นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการสร้างสารปฏิชีวนะออกมาทำลา ลเชื้อโรคพืชบางชนิด เช่น เชื้อรา Aspergillus sp., Trichoderma sp. และเชื้อแอคติโนมัยซิทพวก Streptomyces sp.

5. จุลินทรีย์ที่ผลิตฮอร์โมนพืช แบคทีเรียหลายสายพันธุ์ เช่น Bacillus sp. สามารถ สร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโตไคนิน เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

จุลินทรีย์เพื่อการเกษตรชนิดและคุณประโยชน์ของจุลินทรีย์กลุ่มต่างๆ

  • AZOSPIRILLUM SPP. เป็นจุลินทรีย์กลุ่มที่ทำให้ไนโตรเจนในบรรยากาศคงที่ เพื่อให้พืชได้รับอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้สีสันของใบพืชเขียวสด ช่วยส่งเสริมกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชดำเนินไปอย่างราบรื่น ป้องกันและแก้ปัญหาใบเหลืองในพืช
  • PHOSPHATE SOLUBILIZING BACTERIA  ช่วยย่อยสลายฟอสฟอรัสในอินทรีย์วัตถุ ที่ยังอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ไม่ได้ให้เปลี่ยนรูปมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้
  • LACTOBACILLUS  มีประสิทธิภาพในการสร้างสารละลายโพแทสเซียมให้มาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้  ช่วยเพิ่มระดับโพแทสเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของพืชเพื่อใช้ในการพัฒนาผลผลิต ช่วยในการสร้างรูปร่างลักษณะและแบบของดอก-ผล
  • LAIN-LAIN BACTERIA & OTHER BACTERIA  มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนสารพิษในแอมโมเนีย  ให้เป็นแอมโมเนียไนเตรท เพื่อเสริมประสิทธิระบบการดูดซึมสารอาหารในลำต้นพืช
  • YEAST GROUP SERIES  มีประสิทธิภาพในการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น ช่วยย่อยสลายสารอนินทรีย์ให้มาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ดี ช่วยเพิ่มสมรรถภาพและความแข็งแรงในการกำจัดเชื้อโรค
  • ACTINOMYCES SERIES  มีประสิทธิภาพในการสร้างสารกำจัดเชื้อโรค  ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อสภาวะความรุนแรงอันเกิดจากเชื้อโรค
  • GROWTH FACTOR PRODUCING BACTERIA SERIES  มีประสิทธิภาพในการสร้างฮอร์โมน  เพื่อเสริมสร้างความเจริญของ ต้น กิ่ง ใบ

ประโยชน์ของจุลินทรีย์กับการปลูกพืช

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ที่มีในการปลูกพืช

แม้จุลินทรีย์ไม่ได้มีธาตุอาหารโดยตรงอย่างพวก N,P,K,Mg,Ca แบบปุ๋ยก็จริง แต่จุลินทรีย์ก็นับเป็นผู้สร้าง และผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายธาตุอาหารสำคัญให้แก่พืช รวมไปถึงปรับปรุงดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่ที่กินของพืช โดยในดินธรรมชาติจุลินทรีย์ก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่า พวกมันมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชมากมายแค่ไหน ในกรณีป่าไม้ ไม่มีใครนำปุ๋ยไปเติม ไปพรวนดินให้ แต่ป่าไม้ก็เจริญเติบโตขยายไปทั่วอาณาเขตแดนไพศาล

ป่าไม้เติบโตได้อย่างไร ?  หากคิดเอาตามทฤษฏีดั้งเดิม นานวันไปแร่ธาตุในดินคงจะร่อยหรอหดหายไปเรื่อย อินทรียวัตถุก็ไม่มีใครขนไปใส่ มีเพียงกิ่ง ก้าน ใบของต้นไม้ที่ร่วงหล่นลง กับจุลินทรีย์ในดินตรงนั้นนั่นเอง ซึ่งเป็นกระบวนตามธรรมชาติหมุนเวียนอยู่เช่นนั้น

 

 1. ดินที่มีจุลินทรีย์ดีจะช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ รวมถึงสารธาตุอาหารอื่นๆให้แก่พืชได้อย่างครบถ้วน

จุลินทรีย์สามารถช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุที่พืชไม่สามารถดูดซึมได้เองหรือดูดกินได้น้อย เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี ทองแดง และแมงกานีส โดยให้ละลายออกมาอยู่ในรูปแบบของเหลวที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งจุลินทรีย์ในดินจะช่วยส่งเสริมให้รากพืชดูดกินธาตุอาหารพืชได้ดียิ่งขึ้น

โดยจุลินทรีย์แต่ละกลุ่มจะสามารถแปรสภาพอินทรีย์วัตถุเป็นสารอาหารรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น กล่าวคือ อินทรีย์วัตถุชนิดหนึ่ง(ชิ้นเดียวกัน) เมื่อถูกจุลินทรีย์กลุ่มใดเข้าย่อยสลายก็จะได้สารอาหารเฉพาะแก่พืชตัวนั้น  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยจุลินทรีย์หลากหลายกลุ่มเข้าย่อยสลายอินทรีย์วัตถุชิ้นนั้น  จึงจะได้สารอาหารพืชกลากหลายชนิด

จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร

 2. ดินที่มีจุลินทรีย์ดีจะมีการตรึง ไนโตรเจน(N) ที่มากขึ้น

ธาตุไนโตรเจนในดิน จะมาจากการสลายตัวของสารอินทรียวัตถุในดิน โดยจุลินทรีย์ในดินจะเป็นผู้ปลดปล่อยให้ ธาตุไนโตรเจนหากอยู่ในรูปแบบของก๊าซนั้นพืชจะนำไปทำประโยชน์อันใดไม่ได้ ยกเว้นพืชตระกูลถั่ว

ข้อดีของ N : พืชโดยทั่วไปมีความต้องการธาตุไนโตรเจนเป็นจำนวนมาก เป็นธาตุอาหารที่สำคัญมากในการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของพืช พืชที่ได้รับไนโตรเจนอย่างเพียงพอ ใบจะมีสีเขียวสด มีความแข็งแรง โตเร็ว และทำให้พืชออกดอกและผลที่สมบูรณ์

ข้อเสียของ N : เมื่อพืชได้รับไนโตรเจนมาก ๆ บางครั้งก็ทำให้เกิดผลเสียได้เหมือนกัน เช่น จะทำให้พืชอวบน้ำมาก ต้นอ่อน ล้มง่าย โรคและแมลงเข้ารบกวนทำลายได้ง่าย คุณภาพผลิตผลของพืชบางชนิดก็จะเสียไปได้ เช่น ทำให้ต้นมันไม่ลงหัว มีแป้งน้อย อ้อยจืด ส้มเปรี้ยว และมีกากมาก แต่บางพืชก็อาจทำให้คุณภาพดีขึ้น โดยเฉพาะพวกผักรับประทานใบ ถ้าได้รับไนโตรเจนมากจะอ่อน อวบน้ำ และกรอบ ทำให้มีเส้นใยน้อย และมีน้ำหนักดี แต่ผักมักจะเน่าง่าย และแมลงชอบรบกวน

พืชเมื่อขาดไนโตรเจนจะแคระแกร็น โตช้า ใบเหลือง โดยเฉพาะใบล่าง ๆ จะแห้ง ร่วงหล่นเร็วทำให้แลดูต้นโกร๋น การออกดอกออกผลจะช้า และไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ดินโดยทั่ว ๆ ไปมักจะมีไนโตรเจนไม่เพียงพอกับความต้องการของพืช ดังนั้นเวลาปลูกพืชจึงควรใส่ปุ๋ยหรือจุลินทรีย์เพิ่มเติมให้กับพืชด้วย

nitrogenfix

 

3. ดินที่มีจุลินทรีย์ดีจะช่วยในการสังเคราะห์ ออกซิน (IAA) ที่มีผลกระตุ้นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของพืชเพิ่มขึ้น

ฮอร์โมนพืชเป็นสารเคมีภายในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชไม่เพียงแต่การเจริญของพืชทั้งต้นเท่านั้น หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชแต่ละส่วนด้วย ฮอร์โมนพืชมีทั้งชนิดที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและระงับการเจริญเติบโต โดยฮอร์โมนพืชนั้นมีหลายชนิดแต่ชนิดหลักที่เราจะกล่าวถึง คือ ออกซิน (Auxin)

ซึ่งในปัจจุบัน ออกซิน นั้นพบในพืชชั้นสูงทั่วๆ ไป และมีบทบาทและความสำคัญต่อการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

  • มีผลต่อการขยายตัวของเซลล์ ซึ่งมีผลโดยตรงกับขยายตัวของใบ
  • มีผลเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของพืชต่อแสง
  • มีผลเกี่ยวกับการช่วยในการติดผล เร่งการเจริญของเกสรตัวผู้ทำให้สามารถผสมกับเกสรตัวเมียได้
  • ป้องกันการร่วงของผล และใบโดยออกซินจะยับยั้งไม่ให้เกิด Abcission layer ขึ้นมา
  • ในบางกรณีออกซินสามารถทำให้สัดส่วนของดอกตัวเมียและตัวผู้เปลี่ยนไปโดยออกซิน จะกระตุ้นให้มีดอกตัวเมียมากขึ้น

ออกซิน จะสังเคราะห์ได้จากส่วนเนื้อเยื่อเจริญของลำต้น ปลายราก ใบอ่อน ดอกและผล และพบมากที่บริเวณเนื้อเยื่อเจริญ โคลีออพไทด์และคัพภะ รวมทั้งใบที่กำลังเจริญด้วย

auxin_control

 

4. ดินที่มีจุลินทรีย์ดีจะช่วยเพิ่มค่า CEC(Cation Exchange Capacity) เพิ่มประสิทธิภาพของดินในการดูดซับธาตุอาหารหรือสารประกอบในดินที่มีประจุบวก (cation) ซึ่งรากพืชและจุลินทรีย์จะนำไปใช้ประโยชน์ โดยถ้าดินมีค่า CEC สูงจะสามารถดูดยึดธาตุอาหารพืชไว้ได้มากขึ้น

ดินส่วนใหญ่จะมีประจุลบทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารพืชที่มีประจุบวกได้ เช่น แอมโมเนียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น

ทำให้เวลาใส่ปุ๋ยที่มีประจุบวกลงในดินทำให้ไม่สูญหายไปจากดินในชั้นรากพืชได้ง่าย ปรกติรากพืชจะดูดซึมธาตุอาหารเหล่านี้ไปใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อเวลาผ่านไปธาตุอาหารในดินเริ่มลดลง ทำให้สมดุลระหว่างการแลกเปลี่ยนเปลี่ยนไป กระบวนการ reversible exchange reaction จะปลดปล่อยธาตุอาหารพืชออกมาอยู่ในดินมากขึ้นเพื่อให้เกิดสมดุลใหม่ และจะเกิดเช่นนึ้ตลอดเวลา ทำให้พืชสามารถใช้ธาตุอาหารได้ต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าดินมีค่า CEC สูงจะสามารถดูดยึดธาตุอาหารพืชไว้ได้มาก โดย pH ของดินมีอิทธิพลต่อค่า CEC เป็นอย่างมาก

โดยทั่วไปอนุภาคของดินเหนียวและอินทรียวัตถุสามารถดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุต่าง ๆ ในดินได้ดี  เนื่องจากมีประจุลบจึงดึงดูดธาตุอาหารต่าง ๆ ในดินซึ่งมีประจุบวกให้เข้ามาเกาะอยู่บริเวณพื้นผิวของตัวเองได้  ขณะที่ดินที่มีเนื้อหยาบเช่น  ดินทราย  จะไม่มีอนุภาคเช่นดินเหนียวหรือมีอยู่เพียงเล็กน้อย  รวมทั้งดินที่ขาดอินทรียวัตถุจะไม่มีประจุ  จึงไม่สามารถดูดซับธาตุอาหารต่างๆเอาไว้ได้  จึงทำให้ธาตุอาหารเหล่านั้นถูกชะล้างออกไปจากดินโดยน้ำได้ง่าย  ดังนั้น  ดินที่ดีจึงควรมีค่า CEC สูง  ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารที่มีประจุบวกแล้ว  ยังช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารพืชไปจากดินด้วย ซึ่งการใส่อินทรียวัตถุจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกให้แก่ดินเนื้อหยาบ  ทำให้ดินดูดซับธาตุอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติและจากการใส่ปุ๋ยได้ดีขึ้น  และพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

cation-exchange-capacity

 

5. จุลินทรีย์บางชนิดมีความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา และแบคทีเรียก่อโรคในพืช

จุลินทรีย์นอกจากช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชแล้วยังช่วยควบคุมโรคพืช โดยแสดงผลเป็นปรปักษ์กับเชื้อราและแบคทีเรียก่อโรคในพืชโดยผลิตสารปฏิชีวนะ ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคบางชนิด

โดยธรรมชาติกฏของการแข่งขัน (competition) เป็นการควบคุมทางชีววิธีที่มีอยู่ดั้งเดิมในธรรมชาติ อันได้แก่ การแย่งครองพื้นที่และกีดกัน แก่งแย่งอาหารและก่อปรสิต (parasitism) ที่จุลินทรีย์ต่างถิ่นมักกระทำต่อเจ้าถิ่นดั้งเดิม นอกจากนั้นจุลินทรีย์บางชนิดยังสามารถย่อยสลายกรดฟิวซาริก (fusaric acid) ซึ่งเป็นสารพิษและเกิดขึ้นในพืชบริเวณที่ถูกเชื้อ Fusarium เข้าทำลาย จึงช่วยยับยั้งการเกิดโรคจากเชื้อฟาซาเรียมได้อีกด้วย

microorgamism_competition

 

Contact Us ติดต่อเรา